Prada and The Mall Outlet Day 4

ใส่ความเห็น

วันที่ 4 นี้ขอเล่าแบบสั้นๆเพราะว่าไป outlet ตั้งแต่ 8 โมงกว่าจน กลับมาถึงในตัวเมืองก็ 4 โมงได้แล้วก็ไม่ได้ทำอะไรเลย แค่เดินเล่นหาขนมกินและเดินถ่ายรูปกันไปเรื่อยเปื่อย สำหรับรายละเอียดของ outlet นั้นจะยังไม่เล่าอะไรมากเพราะเดีญวจะกลับมาเขียนรายละเอียดอีกครั้งในหน้าของ Shopping Paradise กันนะค่ะ วันนี้เลยเอาแต่รูปมาฝากก่อน แต่แอบบอกไว้ก่อนเลยสำหรับใครที่กำลังจะมาทริป outlet นี่ขอแนะนำว่าของ Prada ดีมากๆๆๆ แจ๋วสุดๆของเป็นแบบ season ที่ผ่านมา ส่วนใหญ่แล้วจะเน้นเป็นพวกรองเท้าและเสื้อผ้าซึ่งรองเท้าราคาดีมากๆๆๆจากราคาเต็ม 2 หมื่นกว่าเหลือประมาณ  6 พันขึ้นไปซึ่งแบบก็เยอะขนาดก็เยอะมาก ขอแนะนำว่าควรแวะมาค่ะ

 

กลับมาถึงในเมืองเอาของเข้าไปเก็บเรียบร้อยก็ออกมาเดินเล่นกันอีกครั้ง โดยครั้งนี้ลองนั้นรถเมล์วนเล่นรอบเมืองดูจนเจอร้าน gelato ร้านนึงคนต่อแถวยาวมากๆๆๆจนต้องลงรถมาดู ใจก็อยากลองแต่เห็นคนเข้าแถวแล้วไม่ไหวเลยเดินไปอีกร้านแทนก็อร่อยเหมือนกัน วันนี้ได้ลองเดินไปถนนที่มี brand เยอะ และเจอกับตึกดั้งเดิมของ Ferragamo ซึ่งเป็นตึกใหญ่มากๆๆ shop ก็ใหญ่ดูน่าซื้อสุดๆ ในละแวกเดียวกันก็จะเจอbrand อื่นๆอีกด้วยและเกือบทุกร้าน คนจะเยอะมาก บางร้านต้องต่อแถวรอกันข้างหน้าเลย

ส่วนพวกเรา 3 คนนั้นได้แต่เดินดูอย่างเดียวไม่ซื้ออะไรทั้งนั้นเพราะต้องไปกันอีกหลายเมืองและต้องบังคับจำนวนกระเป๋าเดินทางว่าห้ามเกิน 2 ใบไม่งั้นยากแน่ๆเพราะต้องอุ้มลูกและมีรถเข็นอีกเลยบังคับตัวเองไม่ให้วอกแวกได้ เสียแต่ว่าใจแตกไปกับ Prada ไปหลายคู่เหมือนกันขนาด ไม้กล้ายังได้รองเท้ามาคู่นึงซึ่งราคาแพงกว่า Combi นิดเดียว แต่ถ้าได้เจอรองเท้า prada สวยๆ ในราคาประมาณ Nine West หรือ Aldo แล้วจะไม่ซื้อนี้ก็ทำใจไม่ได้จริงๆ หนักแค่ไหนก็ยอมแบกค่ะ >_<

 

Bye Roma, Hello Florence Day 3

ใส่ความเห็น

หลังจากเที่ยวกันอย่างเหนื่อยมากๆที่โรม ต้องวิ่งไปวิ่งมาแย่งดูสถานที่ท่องเที่ยวจนรู้สึกว่าเที่ยวอย่างนี้ตลอดทริปคง ไม่ไหวแน่ๆเลยปรับวิธีเที่ยวกันใหม่ แบบว่าค่อยๆไป เรื่อยเปื่อยมากกว่านี้ไม่จำเป็นต้องเห็นทุกอย่างในทริปเดียว แต่เที่ยวแบบสนุก Chill chill ดีกว่า

วันที่ 3 นี้เป็นวันที่เราจะเปลี่ยนเมืองเที่ยวกันแล้วค่ะ ถึงเวลา bye bye ฝูงนักท่องเที่ยวที่โรม ไป Florence กันค่ะ จากโรมไปFLorence ใช้เวลานั่งรถไฟแบบด่วนประมาณ ชั่วโมงครึ่งค่ะ ต้องจองที่นั่งให้เรียบร้อยก่อน เพื่อขึ้นไปจะได้ไม่ต้องแย่งกับใคร วันนี้พวกเราวางแผนออกเดินทางกันสายหน่อยเพราะกลัวปัญหาการไปถึงเร็วแล้วเข้าโรงแรมไม่ได้อีก เลยจองเวลารถไฟรอบ 11 โมง ตอนเช้าเลยใช้เวลากันอย่างสบายๆ ลงไปกินข้าวเช้า กลับขึ้นมาก็เก็บของเตรียมตัว check out โดยที่เริ่มคิดว่าโรงแรมต่อไปจะเป็นยังไง เพราะราคามันถูกมากๆจนน่าตกใจ แต่จะเป็นยังไงก็ต้องอยู่ เพราะจองแบบคืนเงินไม่ได้ไปแล้ว สำหรับการเดินทางหลายวันต้องพักหลายที่อย่างนี้ ตุ้มจะเลือกพักโรงแรมแบบสลับกันไปค่ะ แบบถ้าเมืองนึงพักแพงแล้วเมืองต่อไปก็ต้องถูกลง ไม่งั้นหมดตัวแน่ๆ

พอสายหน่อยเราก็เริ่มเดินไปที่สถานีรถไฟกัน ค่อยๆเดินเข็นรถไม้กล้าแล้วก็ลากกระเป๋าเดินทางไปด้วย เผื่อเวลาก่อนขึ้นรถไฟพอสมควรสำหรับซื้อขนมปังและของกินไว้กินบนรถไฟ แต่มาถึงแล้วสรุปว่ารถดัน delay จากเวลาที่ต้องออกตอน 11 โมง 15 กลายเป็นเที่ยง ก็เลยเดินเล่นหาของกินไปก่อน แล้วก็มายืนรอรถพร้อมคนอื่นๆเค้า ด้วยความที่รถรอบนี้จะเลยต่อไปที่ Milan คนเลยเยอะมากๆ ที่วางกระเป๋าเดินทางแทบไม่พอ ต้องขึ้นเร็วหน่อยเพื่อให้มีที่วาง พอขึ้นรถ ก็เจอว่ามีคนมานั่งที่ของเราแล้วก็ต้องไปบอกเค้าว่านี่เป็นที่ของพวกเรานะ ช่วยย้ายไปหน่อย, พูดด้วยดีๆแต่ก็ทำหน้าไม่พใจแถมบ่นออกมาเป็นภาษาอิตาเลี่ยนอีก ก็เลยตอบเป็นภาษาอังกฤษกลับไปว่าถ้าอยากบ่นให้เข้าใจหรือเห็นใจก็ช่วยเป็นภาษาอังกฤษหน่อย เพราะฟังไม่รู้เรื่อง! ถ้าใครมาเที่ยวแล้วเจอแบบนี้ต้องสู้เพื่อสิทธ์ของตัวเองนะค่ะ เพราะการจองที่นั่งนั้นเราต้องเสียค่าจองคนละ 10 euro ต่อที่อยู่แล้ว แต่หลายครั้งที่จะเจอพวกมั่วแบบนี้แล้วเค้ามักจะคิดว่านักท่องเที่ยวจะไม่โวยวาย อย่าได้ยอมค่ะ

พอถึง Florence แล้วก็เรียก taxi ไปส่งที่พักกันเลย ที่นี่ตุ้มเลือกพักเป็นแบบ Apart hotel คือเหมือน apartment ที่เป็นเช่ารายวันได้ มีห้องนอนพร้อมห้องครัวเล็กๆ ทำกับข้าวได้ เดี๋ยวนี้ทุกเมืองท่องเที่ยวจะมีแบบนี้ค่ะ และตอนแรกตั้งใจว่าจะขับรถเที่ยวซึ่งที่นี่ก็มีบริการจอดแบบไม่แพงมาก  สำหรับที่นี่ตุ้มหาเจอใน booking.net ตอนแรกก็งงมากว่าทำไมมันถูกมากขนาดนี้ 90 euro ต่อคืน ต่อห้อง  และได้รับ review ดีด้วย ก็ยังงงๆกันอยู่ จนมาถึงแล้วถึงได้เข้าใจเลยว่าทำไมถูก เพราะย่านนี้เป็นย่านที่พักอาศัยไม่ใช่ย่านท่องเที่ยว ถ้าจะเข้าไปตรงเมืองเลยต้องนั่งรถเมล์ประมาณ 10 นาที แต่ปัญหาของเราไม่ได้อยู่ที่ว่าไกลค่ะ พอทำการ check in เรียบร้อยรับกุญแจก็ต้องขนกระเป๋าขึ้นห้องเอง ซึ่งลิฟท์เก่าและเล็กมาก ต้องแยกกันขึ้นโดยตุ้มอุ้มไม้กล้าไว้ กับลากรถเข็น เข้ามาในลิฟท์ว่าน่ากลัว เปิดประตูก้าวขาออกมายิ่งหน้ากลัวกว่า! ด้วยความที่ตึกเป็นตึกเก่า แล้วห้องที่ได้อยู่ในมุมมืด ไฟสลัว น่ากลัวว่าจะมีอะไรโผล่มาทักทายมากๆๆ จะวางไม้กล้าลงแล้วเดินไปเอง ไม้กล้ายังไม่ยอมลง เอามือเกี่ยวเสื้อไว้แน่น เลยยืนรอคุณสามีให้ขึ้นมาแล้วเดินไปด้วยกัน  เปิดเข้าห้องมาก็เก่าไม่ผิดกับด้านนอกแต่สะอาดดูเป็นระเบียบ เพียงแต่ตอนนี้ใจมันกลัวไม่ค่อยอยากอยู่เท่าไหร่แล้ว แต่ก็คิดว่าจะเอาไงดี จะเลือกทิ้งเงินของ 2 คืนนี้แล้วไปหาที่อยู่ใหม่หรือว่าทนอยู่

แต่แล้วไม้กล้าก็เป็นคนเลือกเองเพราะด้วยความที่พื้นห้องเป็นพรมเก่าคิดว่าคงมีฝุ่นเยอะเลยเริ่มจาม ตุ้มเลยต้องลงมาบอกพนักงานข้างล่าง ว่าลูกแพ้พรม เอาไงดี เช็คไป เช็คมาสรุปได้ว่ามีอีกห้องนึงที่คนจองไว้ยังมาไม่ถึงเป็นพื้นไม้ เปลี่ยนสลับกันก่อนได้ ในใจก็แอบคิดแล้วว่าดึ๋ยวดูห้องก่อนถ้าไม่โอก็ค่อยหาที่ใหม่ แต่ด้วยความที่ห้องใหม่อยู่อีกมุมของตึก เป็นมุมสว่าง ห้องก็สว่างโล่งกว่า ก็เลยตัดสินใจอยู่กันทั้ง 2 คืนโดยที่ต้องเอาพระวางไว้หัวนอน พร้อมกับสวดมนต์ขออย่าให้อะไรโผล่มาทักทายกันเลย สาธุ

กว่าจะจัดการเรื่องห้องเรียบร้อยก็เกือบ 3 โมงแล้วเลยต้องรีบเข้ามาในเมืองเพื่อจะจองทัวร์ไป outlet วันต่อไป จากที่พักนั่งรถรางเข้ามาที่สถานีรถไฟ SMN ไม่ถึง 5 นาที แต่ด้วยความที่งงเดินหา ทัวร์ไม่เจอเลยเดินหลงวนอยู่เกือบ 10 นาทีถึงได้เห็นว่า Tourist information นั่นตั้งอยู่ด้านหน้านอกสถานี (ประเทศนี้ตั้ง office ไว้แปลกดี) แต่ที่นี่ก็ไม่ได้ขายทัวร์ outlet เพียงแค่แนะนำว่าต้องเดินไปสุดถนนเพื่อซื้อกับ agent ระหว่างทางเดิน เจอร้านขนมดูน่ากินมากๆเลยเข้าไปซื้อมา 2 ชิ้นแบ่งกัน 3 คนเดินกินไปเรื่อยๆจนมาซื้อตั๋วไป outlet เรียบร้อย ก็ไม่รู้จะทำอะไรต่อเลยลองเดินเล่นเข้าเมือง

ไปเดินดู Duomo ถ่ายรูปเล่นกันดีกว่า เดินทะลุไปมาเจอทั้งตลาดนัดที่ขายพวกเครื่องหนัง เข็มขัด รองเท้าราคาไม่แพง เดินไปเรื่อยเจอ shop ของหลาย brand ที่คุ้นตา โดยเฉพาะร้าน luisaviaroma ร้าน Multi brand ที่มีของนำล้ำคนอื่นเสมอ แต่ช่วงนี้ยังไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจ ใครที่อยากได้ของ season ใหม่แนะนำว่าให้มาช่วงปลายกันยา ของจะเข้าเยอะกว่าค่ะ

เดินชมเมืองถ่ายรูปเล่นไปเรื่อยๆก็เจอกับร้าน gelato คุณชายไม้กล้าถึงกับกรีด เลยซื้อมาแบ่งกันเดินกินไปเรื่อยๆจนล้าเดินจะไม่ไหวแล้ว เลยกลับมาแวะ supermarket ซื้อกับข้าวเข้ามาทำและแวะ ซื้อข้าวสวยร้านจีนมากินกันค่ะ

Are we really in Rome? Day 2

ใส่ความเห็น

จากที่เคยเชื่อมาตลอดว่าเดือนกันยาเป็นเดือนที่ยุโรปอากาศไม่ร้อน นักท่องเที่ยวไม่เยอะ, ข้อสรุปนี้ใช้ไม่ได้กับโรม! ตั้งแต่เกิดมาได้มีโอกาสไปเที่ยวไปเห็นเมืองนักท่องเที่ยวมาก็หลายเมือง แต่ไม่เคยสักครั้งที่จะเจอเมืองที่มีแต่นักท่องเที่ยวเยอะมากจริงๆ ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็จะเจอแต่คนสะพายกล้องคนละตัว พร้อมกับหนังสือท่องเที่ยวทุกมุม เยอะมากๆจนน่ากลัว ได้ยินแต่ภาษาอังกฤษทุกมุมเมืองจนเกือบเผลอคิดไปว่าอยู่ LA ไม่ใช่ อิตาลี >_<

ที่เริ่มต้นด้วยการบ่นมาอย่างนี้เพราะว่าวันนี้เจอนักท่องเที่ยวเยอะมากๆจนทำให้ผิดแผนรวนไปทั้งวัน เริ่มจากตื่นเช้ามาตั้งแต่ ตี 4 เพราะเมื่อวานนอนเร็ว เช้านี้เลยยังปรับเวลาไม่ทัน แถมคุณไม้กล้ายังละเมอเป็นช่วงๆทำให้ไม่นอนต่อ แต่ก็อ่านหนังสือเตรียมเล่น net รอไปจนกว่าให้ 2 พ่อลูกตื่นอาบน้ำแต่งตัวลงไปกินข้าวเช้า ที่ราคารวมอยู่กับค่าห้องแล้ว

จากที่ตอนแรกประทับใจโรงแรมแล้ว เจออาหารเช้าเข้าไปก็ยิ่ง Happy อีก เพราะโรงแรมในยุโรปส่วนใหญ่จะไม่บริการอาหารเช้าแบบอลังการ แค่พวกแฮม, ซาลามี, นม คอนเฟลก ขนมปัง แต่ที่นี่มีให้เลือกหลายอย่างละลานตามากทั้ง เบคอน, ไส้กรอก, ไข่ และอีกหลายอย่าง เลือกดูตักอาหารส่วนแรกแล้วก็ไปนั่งที่โต๊ะให้คุณชายไม้กล้าเริ่มกินก่อนแต่ก็กินไปตื่นเต้นกับรถรางที่วิ่งข้างๆโรงแรมไปด้วยเลยใช้เวลาเกือบชั่วโมงกับมื้อเช้า กว่าจะได้ออกจากโรงแรมก็เกือบ 9 โมงเช้าโดยแผนกานของวันนี้คือจะไป Vatican และเข้าไปดูรูปปั้น ดูรูปวาดด้านในก่อนที่จะกลับมาดู น้ำพุ Trevi กัน

จากโรงแรมเดินไปขึ้นรถเมล์เบอร์ 40 ที่สถานีรถไฟวิ่งตรงไป Vatican ใช้เวลาประมาณ 10 นาที ตอนแรกก็งงมองไปมองมาก็ไม่แน่ใจว่าต้องลงป้ายไหน โชคดีได้เจอนักบวชคนไทยอยู่บนรถเมล์ คงเห็นแววว่ากระเหรี่ยง 3 พ่อ แม่ ลูกนี้จะหลงแน่ๆ, ท่านเลยช่วยบอกทางว่าให้ลงป้ายก่อนสุดท้านแล้วบอกทางเดินต่อไป

จากป้ายรถเมล์เดินไปไม่ไกลมากก็จะเห็นโบส์ Vatican แล้ว ระหว่างทางเริ่มเห็นรถทัวร์ และกลุ่มทัวร์หลายชาติ หลายประเทศก็เริ่มกังวลแล้วว่าคนคงเยอะแน่ๆ เดินไปเรื่อยๆก็แวะซื้อขนมปังให้ไม้กล้ากัดกินเล่นไประหว่างทาง แล้วเดินต่อไปเอีกก็ทองเห็นแถวคนยาวมากๆๆ ก็ยังบอกคุณสามีว่าถ้านั้นเป็นแถวที่ต่อเข้าไปข้างในจริงๆก็กลับเถอะ เห็นแค่แถวก็ท้อใจแล้ว ซึ่งก็ได้สมปรารถนาจริงๆ เพราะแถวที่มองเห็นนี้เป็นแถวรอเข้าด้านใน T_T แถวยาวมากๆ วนรอบกลมเกือบทั้งลานกว้างและก็ยังคงมีคนมาต่อแถวยาวขึ้นไปเรื่อยๆอีก

 

จากความตั้งใจทั้งหมดที่อยากมา Vatican และเหตุผลหลักข้อเดียวเลยที่อยากมาโรมมากๆคือการได้เข้าไปเห็น Pieta งานแกะสลัก หินอ่อนที่ได้ชื่อว่างามที่สุดในโลก แต่เห็นคนขนาดนี้ก็ต้องเปลี่ยนใจ เพราะแค่นึกภาพว่าด้านนอกคนยังเยอะขนดนี้แล้วข้างในต้องแออัดแน่ๆ, การจะได้ชื่นชมมองรูปปั้นก็คงต้องจะยาก หรือถ่ายรูปออกมาก็คงจะได้แต่เพื่อนชาวนักท่องเที่ยวซะมากกว่ารูปปั้น แล้วถ้ายิ่งคนเยอะ อากาศก็ไม่ค่อยระบายก็ไม่ค่อยจะดีกับเด็กน้อยสักเท่าไหร่ สุดท้ายก็เลยตัดสินใจไม่เข้าไป แค่เดินเล่น ถ่ายรูปจากด้านนอก พร้อมกับตั้งใจว่ารอบหน้าจะมาโรมตอนหนาวจัดแบบที่ชาวบ้านเค้าไม่มากัน จะได้เที่ยวคนน้อย!

เมื่อเริ่มทำใจได้ว่าอดเข้าไปดูด้านในแน่ๆแล้วก็เลยเดินเล่นวนไปรอบๆลานด้านหน้าโดยให้ไม้กล้ากินขนมปัง ที่กินไปโยนแบ่งให้นกไปเรื่อยๆ ถ่ายรูปแทบทุกมุมของด้านนอก เดินอยู่เกือบชั่วโมง จนนักท่องเที่ยวยิ่งเยอะขึ้นเรื่อยๆเลยเดินไปหารถเมล์เพื่อไปเที่ยวที่อื่นต่อ รอบนี้เราเดินออกคนละทางกับตอนที่เข้ามาเพราะเห็นว่ามีคนเดินไปทางนี้เยอะน่าจะมีป้ายรถเมล์กลับไปได้เหมือนกัน ก็เลยเดินมาเรื่อยๆ เจอกับจุดที่มีทั้งรถเมล์และรถรางเยอะแต่งงไม่รู้ว่าต้องไปทางไหน มองไปรอบตัวก็ไม่เจอ tourist information ก็เลยยืนศึกษาแผนที่เปรียบเทียบกับป้ายรถแล้วก็แน่ใจว่า เบอร์ 429 เข้าไปในเมืองแน่ๆก็ไม่รอช้าขึ้นไปเลย แต่นั่งไปสักพักเริ่มงงว่าทำไมคนน้อยมาก กว่าจะรู้ตัวรถก็เลี้ยวเข้าอู่แล้ว ถึงได้รู้ว่าขึ้นรถถูกเบอร์แล้วแต่ขึ้นผิดฝั่งแทนที่จะเข้าไปในเมืองดันมาเข้าอู่ซะงั้น ก็เลยขึ้นคันใหม่แล้วก็นั่งไปเรื่อยๆ จนเห็นบรรยายกาศคุ้นๆ พร้อมกับป้ายที่บอกว่าไปน้ำพุ trevi ถึงได้ลงมาขำความฉลาดน้อยของเรา โชคดีที่ไม้กล้าหลับไปตั้งแต่ที่เริ่มหลงแล้วก็เลยคิดซะว่าเป็นการนั่งรถเล่นให้ลูกน้อยพักผ่อน

 

พอหลงรถมาเดินเลาะเข้าซอยเล็กๆไม่ถึง 5 นาทีก็เจอกับน้ำพุ Trevi ซึ่งไม่แปลกใจเลยว่าคนเยอะมากๆ เคยอ่านหนังสือท่องเที่ยวเขียนอยู่ครั้งนึงว่าถ้าอยากมาเจอ Trevi แบบไม่มีคนต้องมาสักตอนตี 4 ตี 5 ซึ่งเค้าก็ไม่ได้เขียนต่อว่ามาแบบไม่เจอนักท่องเที่ยวแต่จะเจอโจรแทนรึเปล่า ในเมื่อไม่กล้าเสี่ยงมายามวิการขนาดนั้นก็เลยทำใจถ่ายรูปกับฝูงมดนักท่องเที่ยวกันต่อไป มองหามุมได้ลงตัว ได้โยนเหรียญหันครบพ่อ แม่ ลูก แล้วก็หลบมุมมานั่งเล่นมองดูคนอยู่สักพัก

ก็คิดว่าควรจะหาอะไรกินได้แล้วเพราะเกือบบ่ายโมงแล้ว รอบๆ trevi มีร้านขายพิซซ่า แซนวิชอยู่หลายร้านเหมือนกัน แต่คนก็เยอะมาก ไม่มีที่นั่งเลยลองเดินต่อมาเรื่อยๆก็เจอร้านจีนเล็กๆร้านนึงคนไม่เยอะมาก ก็เลยเข้ามาสั่งอาหารง่ายๆกินกันไป โดยปกติแล้วตุ้มจะต้องกินอาหารเอเซียประมาณวันละ 1  มื้อเพราะไม้กล้าเป็นเด็กที่ชอบกินข้าวสวยมาก สามารถนั่งกินเป็นจานได้เองโดยที่ไม่ต้องไปยุ่งกับเค้า แต่เท่าที่ลองกินร้านจีนมา 2 ร้านแล้วอาหารจีนที่นี่ไม่อร่อยเท่า ปารีสและ สวิส

 

กินข้าวเสร็จแล้วก็เดินหาที่เปลี่ยนแพมเพิสซึ่งไม่เจอที่มุมไหนเลยแล้วอากาศก็ร้อนมากขี้นเรื่อยๆเลยจัดสินใจกลับเข้าโรงแรมก่อนดีกว่า ไปเข้าห้องน้ำล้างหน้าให้สดชื่นก่อนแล้วค่อยคิดต่อว่าจะไปไหน พอกลับถึงโรงแรมก็ถึงได้รู้ว่าทำเชือกจูงหายคิดว่าน่าจะหล่นอยู่ที่ร้านอาหารแต่นึกถึงทางที่จะกลับไปแล้วงงจริงๆ คิดไม่ออกจริงๆว่าจะเริ่มไปทางไหน

แต่ก่อนที่จะไปกลับไปหาสายจูงต้องแวะไปสถานีรถไฟเพื่อที่จะได้ validate ตั๋วรถไปก่อนที่จะใช้เดินทางพรุ่งนี้ จำได้ไม่ต้องเสียเวลามาต่อคิวช่วงเช้า วันนี้ก็เลยจัดการถามรอบรถที่จะไปพรุ่งนี้ถามเวลาที่สะดวกที่สุดและก็จองที่นั่งไปเลย ปกติแล้วถ้านั่งรถไฟธรรมดาไม่ต้องจองที่นั่งก็ได้ แต่ถ้าเป็นรถเร็วจะจองที่นั่งแบบแน่นอนไปเลย โดยมีค่ะจองคนละ 10 euro ต่อคน

 

เสร็จจากเรื่องตั๋วเรียบร้อยก็จะกลับไปล่าหาสายจูงต่อ รอบนี้เราคิดรถเมล์เล็กคันเล็กมากๆๆ เป็นรถที่วิ่งในตัวเมือง เลย แต่นั่งไปนั่งมาก็ไม่เจอ trevi แต่ผ่านบันไดสเปนอีกครั้งก็เลยตัดใจไม่ตามสายจูงต่อแต่ลงมากินไอติมและเดินเล่นในเมืองต่อแทน เดินกินไอติม เดินเล่นไปจนเกือบ 5 โมงก็เลยกลับมาที่สถานีรถไฟ

เดินลงไปที่ขั้นใต้ดินมีร้านขายอาหารและขายของอยู่พอสมควร แจอร้านข้าวเอเซียแต่คนขายเป็นอิตาเลี่ยนเลยลองสั่งผัดไทย และข้าวกับไก่ yakitori มาเป็นมื้อเย็น ก่อนจะเดินกลับมาโรงแรม วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่อยู่โรมแล้วแต่ไม่ได้ไปไหนต่อตอนค่ำเพราะอากาศร้อนมาก และโรมยังเป็นเมืองที่อากาศไม่ดี ฝุ่นเยอะจนไม้กล้าเริ่มจาม และไอ พวกเราเลยตัดสินใจออมแรงลูกไว้เพื่อไปเมืองอื่นๆต่อกันค่ะ

When in Rome day 1

ใส่ความเห็น

ถึงเวลาเที่ยวกันอีกแล้วหลังจากทำงานหนักมาหลายเดือน  มีหลายคนถามว่าทำไมชอบไปเที่ยวช่วงนี้ ก็คงจะเป็นเพราะว่าตอนนี้ยุโรปไม่ร้อน และยังไม่หนาว ช่วงเดือนกันยาเป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวน้อยลงกว่าตอนสิงหา และข้อสุดท้ายที่สำคัญที่สุดช่วงนี้เป็นช่วงที่การบินไทยจัดโปรโมชั่น 1 แถม 1 ซึ่งคุ้มมากๆๆสำหรับคนที่ชอบการบินไทย ซึ่งถึงเราจะเดินทางกัน 3 คนก็ตาม คำนวนส่วนของหนุ่มน้อยไม้กล้าแล้วไม่ว่าจะเป็นการซื้อตั๋วหรือแลกไมล์ก็ยังถือว่าคุ้ม

ต่อมาก็เป็นเรื่องสถานที่ ตุ้มเลือกยุโรปเพราะเป็นที่ๆไปแล้วถนัด ในการเที่ยวและไปทีนึงก็เลือกไปได้หลายประเทศ ส่วนครั้งนี้เราก็เปลี่ยนสถานที่กันเล็กน้อย เนื่องจากว่ายังจำช่วงเดือนมีนาที่ไปสวิสแล้วหนาวจัด ไม้กล้าต้องมุดตัวอยู่ในถุงนอนรถเข็น เลือกไปเลือกมาก็มาสรุปได้ว่าไปเริ่มกันจาก โรมดีกว่า แล้วค่อยแวะเมืองต่างๆมาเรื่อยๆก่อนที่จะมาเจอเพื่อนที่ Paris แล้วค่อยกลับเมืองไทย พอสรุปได้ก็เริ่มดูเมืองที่อยากเที่ยวและดูเส้นทางว่าจะเดินทางยังไง จากที่ตอนแรกคิดว่าจะเช่ารถขับไปเรื่อยๆจากโรมถึง Paris ก็มีคนทักว่าช่วงนี้นักท่องเที่ยวเยอะ บางเส้นทางรถจะติดมาก และลองเปรียบเทียบกับราคารถไฟดูซึ่งถูกกว่าเกือบครึ่งก็เลยเปลี่ยนใจใช้รถไฟแทนประหยัดเงินไปได้อีกเยอะ

 

เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้วเราก็เริ่มออกเดินทางกันเลยค่ะ ถึงแม้ว่าครั้งนี้จะเป็นครั้งที่ 3 ที่ไม้กล้าจะเดินทางไปยุโรป แต่ทุกครั้งก็จะต้องมีอาการวิตกกังวลตามแบบฉบับของแม่ผู้วิตกกับทุกอย่าง อย่างครั้งนี้คาดเดาไว้เลยว่าจะเป็นครั้งที่เหนื่อยกว่าครั้งอื่นๆเยอะเพราะคุณชายกำลังซนมากๆๆๆๆ วิ่งไปวิ่งมาตลอดเวลา พอมา check in เสร็จเลยรีบเข้าห้องรับรองของการบินไทยเลย เพราะรู้ว่ามีมุมของเล่นที่เล่นได้สักพัก ไม่ต้องวิ่งไปมารบกวนคนอื่นและเหนื่อยกับการวิ่งตาม ซึ่งก็นับว่าได้ผลเพราะหลอกเล่นอยู่ตรงนี้ได้สักพักใหญ่ก่อนที่จะออกมากินขนม ยิ่งใกล้เวลาขึ้นเครื่องยังเห็นคุณชายคึกอยู่ก็ยังกังวลว่าจะตื่นเต้นไม่ยอมนอน เดี๋ยวจะไปป่วนบนเครื่องแน่ๆ แต่พอขึ้นเครื่องมาก็แอบเบาใจขึ้นเล็กน้อยว่ามีเด็กเล็กนั่งใกล้ๆกันอีก 2 คนซึ่งถ้าลูกเราร้องก็ไม่ค่อยโดนด่ามากเท่าไหร่ แต่นับว่าเป็นความโชคดีบวกกับความแปลกของไม้กล้าคือ จะไม่ร้องเวลาที่เห็นเด็กคนอื่นร้อง  อารมณ์ประมาณว่าไม่ชอบร่วมกับคนอื่นถ้าจะร้องจะงอแงจะเป็นตอนอยู่คนเดียวได้รับความสนใจเต็มที่ถึงจะงอแง และโชคดีที่รู้งานว่าขึ้นเครืองแล้วต้องนอนก็เลยหลับไปตั้งแต่เครื่องยังไม่ขึ้น หลับไปได้ครึ่งทางก็ตื่นขึ้นมาคิดว่าหิว เพราะเป็นเวลาเช้าของเมืองไทยแล้วก็เริ่มขอขนมปังน้ำส้มและของกินต่างๆมากินพร้อมดูการตูนไปเรื่อยๆ วิ่งเล่นไปมากับเด็กข้างๆบ้างแต่ก็ไม่ได้เสียงดังจนผู้โดยสารคนอื่นเคือง จนมาถึงโรม

 

สนามบินโรมเป็นสนามบินที่เก่าและเล็กกว่าถ้าเทียบกับ Zurich แต่ที่น่าเบื่อมากกว่าความเก่าคือรถเข็นเด็กที่ปกติแล้วจะรับได้ที่ทางออกเครื่องได้เลย แต่ที่นี้ต้องมารับที่จุดแยกต่างหากซึ่งรอนานมากๆๆคิดว่าคงต้องเคลียร์ทุกอย่างบนเครื่องก่อนเอารถเข็นมาส่ง ได้รับของครบแล้วก็เดินทางเข้าเมืองกันได้เลย โรมก็เหมือนกับเมืองท่องเที่ยวทั่วไปที่มีบริการทั้งรถไฟ, รถทัวร์ และ taxi ไว้เข้าเมือง ตุ้มเลือกใช้ Taxi ที่ติดต่อได้ตรงทางออกสนามบิน จะเป็นแบบราคาเหมารวมไปเลยรอบละ 60 Euro แบบของบริษัทหรือเดินออกมานอกสนามบินแล้วเรียก taxi แบบกดมิเตอร์เลยก็ได้แล้วแต่ชอบ จากสนามบินเข้ามาถึง เมืองใช้เวลาประมาณ 45 นาที มีรถติดบ้างเล็กน้อยเพราะเป็นเวลาเช้าที่คนมาทำงาน ถึงโรงแรมเกือบเก้าโมงแต่ยัง check in ไม่ได้เพราะห้องเต็มมาก เลยฝากกระเป๋าแล้วเปลี่ยนแพมเพิส, เปลี่ยนเสื้อเป็นแขนสั้นให้ไม้กล้าแล้วก็ออกเที่ยวกันเลย

 

โรงแรมที่พักที่นี่คือ  UNA Hotel เป็นโรงแรมที่ปรับปรุงใหม่ อยู่ใกล้สถานีรถไฟแต่ไม่วุ่นวาย, ราคาไม่แพงมากถ้าเทียบกับโรงแรมอื่นๆ และได้รับ Review ดีมากๆทั้งจากใน Trip advisor และ Booking จากโรงแรมเดินไปสถานีรถไฟไม่เกิน 3 นาที เราก็เริ่มไปหา Tourist Information กันก่อนเลย คงไม่ต้องพูดถึงมากขนาดไหนว่าโรมเป็นเมืองที่ขโมยเยอะมากๆโดยเฉพาะบริเวณสถานีที่ต้องระวังมากขึ้นอีก เดินหาสำนักงานที่จะคอยช่วยเหลือนักท่องเที่ยวอยู่สักพักก็ยังไม่เจอแปลกใจมากเจอแต่ที่ขายตั๋วรถไฟ เดินวนไปมาอยู่ 2 รอบเลยถามตำรวจที่เดินแถวนั้น ถึงได้รู้ว่า Tourist Information แอบอยู่ด้านข้างชานชาลารถไฟซึ่งใครจะนึกได้ -__-

 เราตั้งใจกันว่าจะอยู่ Rome 3 วันก็เลยจะซื้อตั๋วแบบที่เป็น travels pass ที่ใช้ได้ทั้ง metro และรถเมล์ ราคาอยู่ที่ 11.50 Euro ต่อคน ขึ้นกี่ครั้งก็ได้ใน 3 วันนี้ คุ้มมากๆ ส่วนเด็กอายุต่ำกว่า 10 ขวบไม่เสียตังค์ค่ะ ตั๋ว bus pass จะมีขายอยู่ตามร้านขายหนังสือพิมพ์ทั่วไป ไม่จำเป็นต้องซื้อที่ tourist information ก็ได้ ราคาเท่ากัน สำหรับการเดินทางในโรมนั้นถ้าจะให้ไว และสะดวกที่สุดด็ต้องเป็น Metro แต่สำหรับคนที่มีรนเข็นเด็กอย่างเราการขึ้นลง metro ไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่ เลยเลือกที่จะใช้รถเมล์แทน ซึ่งข้อดีของการใช้รถเมล์คือคนจะไม่แน่นมาก ไม่น่ากลัวเท่า metro  สามารถนั่งรถชมเมืองไปได้เรื่อยๆแต่ต้องทำใจการหลงไว้ 50% เลย เพราะสายรถมันมีเยอะมาก ป้ายก็ไม่ค่อยบอก ต้องอาศัยการสังเกตุดีๆ และ พนักงานที่ช่วยเหลือนักท่องเที่ยวก็อธิบายได้ดีมาก มีกระจายอยู่ทั่วเมืองสามารถถามได้เลยว่าต้องขึ้นเบอร์อะไรตรงไหน เพื่อที่จะไปที่ๆต้องการ

 

ที่แรกที่เราเริ่มเที่ยวกันวันนี้คือ Colosseum สนามกีฬากลางแจ้งที่คนและสัตว์หลายหมื่อนชีวิตมาประลองกันที่นี่ จาก สถานีรถไฟ termini ขึ้นรถเบอร์ 75 มาตรง ไม่ต้องเปลี่ยนรถที่ไหน ใช้เวลาประมาณ 5 นาที เรามาถึงกัน 10 โมงนิดหน่อยคนเรื่อมเยอะ วันนี้เราเที่ยวกันโดยไม่ใช้รถเข็นเพราะไม่รู้ว่าเมืองเป็นยังไง เลยใช้เชือกรัดตัวไว้แทนไม่ให้วิ่งหนีไปไหนได้ ป้องกันการหลง เดินเล่น ถ่ายรูปรอบ Colosseum แต่ไม่ได้เข้าไปข้างในเพราะคนเยอะมากๆๆ และเราคิดกันไว้ว่าหลายสถานที่ๆจะกลับมาเที่ยวตอนไม้กล้าโตกว่านี้ก็จะรอมาดูพร้อมกันเลย แต่มาสำรวจเก็บความรู้ดูเส้นทางกันไว้ก่อน อยู่ที่ Colosseum ประมาณครึ่งชั่วโมง

 ก็ขึ้นรถเมล์เบอร์ 85 เพื่อที่จะไป Pantheon วิหารที่มีสภาพสมบูรณ์มากที่สุดถ้าเทียบกับวิหารโบราณอื่นๆ ลงรถมาก็เดินตัดเข้าถนนเส้นเล็กๆไปเรื่อยๆ จะมีป้ายคอยบอกทางอยู่ สักพักก็จะเจอกับ The Pantheon ที่มีโดมกลมด้านบนเป็นกระจกคอยรับแสงอาทิตย์ ความสวยงามของวิหารนี้อยู่ตรงด้านบนโดมนี้หละที่จัดทำไว้ได้สวยมากสมกับเป็นที่สักการะจริงๆ เดินวนดูรอบวิหาร

และไม้กล้าก็เริอ่มรู้ว่าในวิหารนี้เสียงจะก้อง สะท้อน ก็เลยเริ่มส่งเสียงจากเล็กน้อย ถึงเริ่มดังจนพนักงานตรงทางเข้าเริ่มมองหน้า จึงได้เวลาเดินไปสถานที่ต่อไปคือ Piazza Navona จัตุรสน้ำพุที่มีน้าพุอยู่ 3 ที่ในลานเดียวกัน ที่นี่จึงมีร้านอาหารล้อมรอบอยู่เยอะแยะ รวมไปทั้งงานศิลปะที่มาวางขายอยู่เยอะ

 

ถ่ายรูปเดินเล่นอยู่สักพักก็เลยตัดสินใจกินมื้อเที่ยงกันที่นี่เลย ไม่ต้องไปตะเวนหาที่อื่นอีก มื้อนี้เราเลือก Pasta กันคนละจาน โดยแบ่งใส่จานเล็กให้ไม้กล้าบวกกับ French fries มาแบ่งกัน รสชาติอาหารธรรมดามาก แต่บริการดีค่ะ

 

กินข้าวเสร็จเดินออกมาเห็นคนเยอะมากๆที่ Piazza Navona จากเมื่อกี้ไปไม่ค่อยมีคน เลยคิดว่ากลับไป check in โรงแรมให้ไม้กล้านอนพักสักแป็บแล้วค่อยมาเที่ยวต่อ จากตรงนี้เดินมาถนนใหญ่ขึ้นรถเบอร์ 70 มาถึงที่สถานี termini แต่จอดตรงปลายสถานีเดินไกลมาก เพื่อกลับมาถึงโรงแรม มาถึงก่อนเวลาห้องยังไม่เรียบร้อยเลยนั่งรอที่ Lobby สักพัก พอดีไม้กล้าตื่นจากที่หลับไปตั้งแต่บนรถเมล์ ก็พอดีได้เข้าห้องพัก ห้องพักที่นี่ดีสมกับ review เพราะใหม่ สะอาด ของใช้อาจจะไม่เยอะมาก ( ไม่มีที่ ต้มน้ำและกาแฟ) แต่ห้องก็กว้างอยู่สบาย

 

ล้างหน้าล้างตากันสดชื่น พักผ่อนเล็กน้อยก็ออกไปเที่ยวต่อ โดยตอนแรกตั้งใจว่าจะไปดูน้ำพุ Trevi ก่อนแล้วค่อยเดินแถว บันไดสเปน แต่พอออกมาแล้วคนเยอะมากๆ ขนาดรถเมล์คนยังเยอะเลยไปแค่บันไดสเปนที่เดียว คนนั่งอยู่เต็มจนแทบมองไม่เห็นบันได เดินผ่านร้าน ไอติมถามไม้กล้าว่ากินมั้ย บอกว่าเอาเลยซื้อมาแบ่งกันกิน ระหว่างยืนมองคนที่บันไดสเปน จากบันดาสเปนเดินเล่นไปเรื่อยๆ มาที่ถนน Via Condotti เป็นถนน Shopping ที่มีให้เลือกทุก brand จริงๆ คนเยอะมากทุก shop บรรยากาศเหมือนว่ามี งาน Sale ทั้งๆที่ราคาเต็ม

บางร้านแถวด้านนอกยาวจนท้อใจไม่ได้เข้าไปดู เดินเล่นกันจนใกล้เย็น เริ่มมีลมพัดและ ฝนจะตกเลยตัดสินใจนั่ง taxi กลับมาที่ Termini เพื่อแวะหาซื้อของกินมื้อเย็น ยังไม่ทันถึงสถานีฝนก็ตกหนัก เลยแวะซื้อชุดกันฝนให้ไม้กล้า ซึ่งกว่าจะยอมใส่ได้แทบจะตีกันตาย มื้อเย็นวันนี้เป็นอาหารจีนที่มีข้าวกับ ไก่ผัดเห็ดให้ไม้กล้ากินได้ วันนี้หมดแรงหมดสภาพหลับกันไปตั้งแต่ยังไม่ 2 ทุ่มดีเลยค่ะ

Day 4 – Jungfrau

ใส่ความเห็น

จำได้เลยว่าวันที่ 4 เป็นวันที่นั่งรถไฟกันหลายชั่วโมงมากๆๆ แค่จากInterlaken ขึ้นไป Jungfrau ก็ 2 ชั่วโมงนิดๆแล้วแถม Swiss Pass ก็ใช้ไม่ได้ ต้องซื้อตั๋วใหม่สำหรับขึ้น Jungfrau โดยเฉพาะแต่มาถึงนี้แล้วยังไงก็ต้องไปต่อค่ะ เราเริ่มวันกันเช้าเป็นพิเศษเพราะว่าช่วงบ่ายนี้เราจะต้องไปเข้าบ้านที่ Lausanne จึงไม่อยากไปถึงค่ำมาก เราเลยเริ่มออกเดินทางกันแต่เช้า โดยที่ไม่ได้ถึงอาหารเช้าของโรงแรมแต่ไปหาซื้อขนมปังไปกินบนรถไฟแทน แต่ไม้กล้าก็ยังเป็นอาหารขวดเหมือนเคย

 

เราจัดการ check out ไว้ตั้งแต่เมื่อคืนเพราะกลัวจะเสียเวลาในตอนเช้า เพราะฉนั้นพอตื่นมาก็เดินไปที่สถานนีรถไฟกันเลย  โดยเราเอากระเป๋าเดินทางมาเก็บไว้ที่ตู้หยอดเหรียญที่สถานีรถไฟ อยากจะขอย้ำกับทุกคนเลยว่า สวิสเป็นประเทศที่ตรงต่อเวลามาก ถ้าดูตารางรถไว้แล้วต้องเผื่อเวลาไว้ล่วงหน้าเล็กน้อย เพราะถ้ากำหนดบอกว่ารถจะออกตอน 7.48 นั้นหมายถึง 7.48 คือเวลาที่ประตูรถปิดและเคลื่อนออกไป

 

สำหรับเส้นทางที่ขึ้นไป Jungfrau นั้นมีทางไปได้ 2 ทางคือ 1. ผ่านเมือง Grindelwald หรือจะไปผ่านทางเมือง Lauterbrunnen  ซึ่งทั้ง 2 ทางจะไปบรรจบกันที่เมือง Kleine Scheidegg  เพื่อเปลี่ยนรถอีกขบวนไปจนถึง Jungfrau ถ้าเป็นไปได้ขอแนะนำว่าให้เลือกไปกลับคนละทางกัน เพราะวิวจะเป็นคนละความรู้สึกแล้วถ้าเลือกไปกลับคนละมางก็จะได้เห็นวิวทั้ง 2 แบบ

หลังจาก  2 ชั่วโมงผ่านไปก็มาถึง Jungfrau สถานีรถไฟที่สูงที่สุดในโลก ที่นี่จะแบ่งออกเป็นหลายส่วนให้ได้เลือกชมกัน ใครอยากรู้ข้อมูลเพิ่มเติมหาได้ที่ Google เลยค่ะ สำหรับครอบครัวเราเป็นทัวร์แบบกล้าๆกลัวๆ (คืออีแม่มันนี่หละที่กลัว) เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่พาลูกมาหนาวขนาดนี้  ก็กลัวไปร้อยกว่าอย่าง เลยไม่ค่อยกล้าเอาลูกไปเล่นหิมะนาน แค่ได้ออกไปสัมผัสบ้างเหยียบแตะเล่นบ้าง แต่จะอยู่โซนที่เป็นดูวิวด้านในซะส่วนใหญ่ หลังจากเดินดูเที่ยวเล่นรอบๆ กินขนมปังกับแซนด์วิชเป็นมื้อเที่ยงกันไปก็กลับลงมา

 ขากลับเป็นการนั่งรถไปที่นานใช้ได้เลย 2 ชั่วโมง จาก Jungfrau มาเอากระเป๋าที่ Interlaken, 1 ชั่วโมงกว่า จาก Interlaken มา Bern, อีก 1 ชั่วโมงเล็กน้อยจาก Bern มาถึง Lausanne รวมแล้ว 4 ชั่วโมงกว่าเกือบ 5 ชั่วโมง มาถึง Lausanne ก็ค่ำทันเข้าบ้าน และหาของกินก่อนจะหลับกันอย่างเหน็ดเหนื่อยค่ะ

Day 3 – Interlaken

ใส่ความเห็น

ยังเป็นวันที่ Jetlag ตื่นเช้ากันเหมือนเดิม วันที่ 3 นี้ตื่นมาก็จัดการเริ่มเก็บของ Pack กระเป๋าเพราะวันนี้เราจะเริ่มย้ายที่อยู่กันแล้ว ปรแกรมของเราวันที่ 3 นี้จะนั่งรถไฟไป Interlaken เพื่อค้าง 1 คืนก่อนที่จะขึ้นเขาไป Jungfrau ยอดเขาที่ได้ชื่อว่าเป็น Top of Europe กันค่ะ โดยวันนี้เราแพ็คกระเป๋าแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือกลุ่มกระเป๋าเดินทางใบใหญ่เราจะส่งทางรภไฟไปรอเราที่ Lausanne เลยซึ่งสามารถทำได้ที่สถานีรถไฟของทุกเมือง มีค่าบริการใบละ 10 ฟรังและกระเป๋าก็จะไปถึงในวันถัดไป แต่ถ้าใครอยากได้แบบเร่งด่วนก็สามารถส่งแบบ Express เป็น 20 ฟรังต่อใบ กระเป๋าก็จะไปถึงช่วงเย็นของวันเดียวกัน วิธีนี้เป็นวิธีที่สะดวกมาก ไม่ต้องแบกกระเป๋าขึ้นรถไฟไปทุกที่ อย่างวันนี้ก็จัดเป๋าที่จะใช้ค้างคืนเดียวใส่กระเป๋าใบเล็กคนละใบ แล้วก็ส่งใบใหญ่ไปได้เลย

 

หลังจากแพ็คเก็บกระเป๋าเสร็จก็ลงมากินข้าวเช้า แล้วขึ้นไปจัดการเก็บกระเป๋าลงมา check out แล้วก็ไปสถานีรถไฟกันเลย เราใช้เวลาเดินทาง 2 ชั่วโมงโดยที่ต้องไปเปลี่ยนรถไฟที่ Bern ซึ่งระหว่างทางไปถึง Interlaken ก็จะมีวิวสวยๆข้างทางมากมายให้ชื่นชม แต่สำหรับเด็กน้อยอย่างไม้กล้าที่ยังไม่เข้าใจการดูวิวกันสักเท่าไหร่ก็ต้องหาของเล่นมาหลอกล่อกันไป โดยที่ไม่ลืมเตรียมอาหารขวดมาให้กินมื้อเที่ยงด้วย

มาถึง Interlaken บ่ายนิดหน่อยก็ไป check in เข้าที่พักกัน โดยเราเลือกพักที่ Hotel Rossli เป็น Bed and Breakfast ที่ได้รับการรีวิวดีมากใน trip advisor แต่ราคาไม่แพงเลย ซึ่งไปถึงก้ไม่ค่อยแปลกใจว่าทำไมราคาถึงไม่แพง เพราะห้องนั้นค่อนข้างเล็กและธรรมดามากๆ แต่ดีที่มีระเบียงให้ออกไปชะโงกหน้าเห็นภูเขาหิมะกันให้พอชื่นใจ

 

ช่วงบ่ายนี้เราให้ไม้กล้านอนพักสักชั่วโมงก่อนที่จะไปเดินเล่นรอบๆเมืองค่ะ Interlaken ไม่ใช่เมืองใหญ่เป็นเมืองท่าที่จะต้องผ่านขึ้นเขาไปเล่นสกีและชมวิว ภารกิจหลักของวันนี้คือต้องหาซื้อเสื้อผ้าที่อุ่นให้ไม้กล้า ยิ่งช่วงที่เราไปนั้นยังเป็นหน้าร้อนอยู่จึงหาเสื้อหนาๆไม่ค่อยได้ แต่ก็นับว่ายังโชคดีที่เมืองนี้มีเสื้อผ้าหน้าหนาวเตรียมไว้ตลอดเวลาทำให้หนุ่มน้อยได้ทุกอย่างครบทั้ง เสื้อหนาว, legging, หมวกและถุงมือ

 

จากนั้นเราก็ค่อยๆเดินเล่นไปรอบเมือง เดินชมวิว, กินชอคโกแลต ดูของที่ระลึกก่อนที่จะมากินอาหาร Italian รสชาติดีข้างๆโรงแรม ก่อนจะหลับเข้ามาพักผ่อนศึกษาเส้นทางรถไฟที่จะขึ้นเขาในวันต่อไปค่ะ

Day 2 – Luzern

ใส่ความเห็น

หลังจากที่มา Post เรื่องพาหนุ่มน้อยไม้กล้า ไปเที่ยวกันก็มีเสียงบ่น, เปรย และสงสัย ถามกันมาว่า “พี่ตุ้มไปเที่ยววันเดียว แบบเช้าเย็นกลับหรอค่ะ ถึงได้ลงรูปวันเดียว?” เลยต้องมาสารภาพความจริงว่าระหว่างที่ไปเที่ยวรอบที่แล้วนั้นได้จดบันทึกเป็นวันๆไว้ ขอย้ำว่า “จด” แบบใช้ดินสอจดลง A4 ไว้ กะว่าจะเอามาพิมพ์ที่เมืองไทย แต่พอถึงบ้านแล้วก็หาไม่เจอซะงั้น -_- 

แต่ก็ยังคงแอบหวังว่าวันนึงจะหาเจอเลยยังไม่ลง รอไปเรื่อยๆ จนตอนนี้กำลังวางแผนจะไปเที่ยวกันอีกรอบแล้วก็เลยคิดว่าถึงเวลามา up ของเก่าไปก่อน ซึ่งต้องบอกไว้เลยว่าจะเป็นแบบสั้นๆเท่าที่จำได้แต่จะลงรูปไว้ด้วยเอา แล้วครั้งหน้าสัญญาว่าจะทำให้ดีกว่านี้ค่ะ

จากที่จำได้ วันที่ 2 ของการเดินทางเรา 3 คนพ่อ แม่ ลูก ไปเที่ยว Luzer n  กันค่ะ เป็นการเดินทางแบบไปเช้า เย็นกลับเพราะ Luzern อยู่ห่างจาก Zurich เพียงชั่วโมงเดียวเท่านั้น โดยเราใช้บริการรถไฟกันค่ะ

สำหรับใครที่จะมาเที่ยวที่สวิสขอแนะนำเลยว่าการเดินทางท่องเที่ยวทางรถไฟระหว่างเมืองคือสิ่งที่สะดวกที่สุด ทั้งตรงเวลา, สะอาด และที่สำคัญคือที่นี่มีบัตร Swiss Pass ที่เป็นบัตรสำหรับนักท่องเที่ยงไว้ใช้เดินทางได้อย่างสะดวก ใช้ได้ทั้งรถไฟ, รถเมล์, Metro, รถราง และเรือ ซึ่งมีให้เลือกหลายแพ็คเกจทั้งแบบ 4 วัน, 8 วัน, 15 วัน หรือเป็นเดือน ในราคาต่างๆกันไป

เรามา Luzern กันเพื่อมาดู สิงโตแกะสลัก ทีเป็นสัญลักษณ์ของเมือง ซึ่งมองแล้วสวยเหมือนจริงมาก จัดว่าเป็นงาน 1 ในชิ้นเอกของโลกได้เลย เคยมีคนเล่าว่าสิงโตตัวนี้ไม่ได้หมายถึงสิงโตที่ตายแล้ว แต่ว่ามันเป็นสิงโตที่บาดเจ็บหายใจแผ่วๆ รอความตาย ดูแล้วรู้สึกเศร้าตามไปด้วย

เราใช้เวลาอยู่ Luzern กันหลายชั่วโมง ทั้งกินข้าวเที่ยง

และเดินเล่นรอบเมืองก่อนที่จะกลับมาเดินเล่นรอบเมือง และกินข้าวเย็นที่ Zurich ซึ่งคืนนี้เป็นคืนสุดท้ายที่เราจะอยู่ที่นี่ก่อนย้ายไม่เมืองอื่นๆค่ะ

Switzerland Day 1 – Zurich

ใส่ความเห็น

ขอเปิด Time to chill ของเวปใหม่นี้ด้วยการพาไปตะลุยยุโรปครั้งแรกของเจ้านายใหญ่ของบ้าน เด็กชายไม้กล้า ที่กว่าจะตกลงกันลงตัวได้นั้นแทบจะยกเลิกทริปกันไปหลายรอบเลยทีเดียว

sw1

 

กว่าจะตกลงปลงใจกับจุดหมายปลายทางของเราในครั้งนี้ได้นี่เล่นเอาเหนื่อยใจกันไปเลย เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่จะหอบหิ้วลูกขึ้นเครื่องบินก็กลัวกันไปสารพัดว่าเอาไงดีไปที่ใกล้ๆก่อนดีมั้ยเพื่อว่างอแงมากก็ยังนั่งเครื่องน้อยหน่อย แต่ก็ไม่อยากไป Hong Kong เพราะอยู่ได้แค่ไม่กี่วันก็ไม่รู้จะทำไร ส่วนญี่ปุ่นก็น่าสนใจ แต่ไม่คล่องกับประเทศมากสักเท่าไหร่ นอกจากที่ shopping แล้วไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรมาก เลยมาตกลงกันที่ว่าไปยุโรปเถอะ ยังไงซะก็คุ้นกับเมืองอากาศก็กำลังดี แถมจะได้ไปเจอเพื่อนด้วย และถ้าลูกร้องมากจริงๆก็ค่อยๆช่วยกันดู ยังไงซะพี่กัปตันการบินไทยก็คงไม่ถีบเราลงเครื่องกลางอากาศแน่ๆ

เลยมานั่งวางแผนกันว่าจะไปเที่ยวไหนกันบ้าง จากตอนแรกว่าจะไปลงที่ Rome แล้วนั่งรถไฟค่อยๆเที่ยวมาเรื่อยแล้วแล้วไปกลับที่อังกฤษแต่ก็กลัวว่าจะเยอะเกินไปสำหรับเด็กรึเปล่า และการที่ต้องแบกกระเป๋าเดินทาง และรถเข็นขึ้นรถไฟหลายๆครั้งก็เหนื่อยแน่ๆเลยตกลงใจกันว่าเราเลือก Switzerland เป็นที่ตั้งหลักก่อนดีกว่า เพราอย่างน้อยอยากไปเที่ยวที่ไหนก็นั่งรถไฟไปง่ายโดยเอาของส่วนใหญ่ทิ้งไว้ที่นี่ และยังเที่ยวได้สบายๆไม่ต้องกลัวมิจฉาชีพกันจนจิตตก แถมสวิสยังเป็นประเทศที่สวยทุกมุมอยู่แล้ว เผื่อวันไหนไม่อยากเดินทางไกลแค่เดินเล่นในเมืองก็โอเคแล้ว  และนั้นเองก็เป็นจุดเริ่มต้นของทริปนี้

 Zurich Day 1

เริ่มต้นทริปกันแบบใจตุ๋มๆต่อมๆว่าจะร้องเครื่องแตกเลยรึเปล่า เพราะโดนเตือนมาเยอะว่าระวังลูกจะหูอื้อมากเค้าจะทรมานมากๆ, กลัวว่าบนเครื่องจะหนาวมากเดี๋ยวลูกไข้ขึ้นเลยเตรียมของไปตรึม ทั้งที่วัดไข้, แผ่นลดไข้, ยาลดไข้, ยาลดน้ำมูก , เสื้อหนาว, ของเล่น เตรียมไปให้ครบ พอมาถึงสุวรรณภูมิแล้วก็ยิ่งกังวลเพราะปกติถึงเวลานอนแล้วแต่ไม่เห็นอาการง่วงนอนแต่อย่างใด ยังคึกคักให้พาไปเดินเล่นรอบ lounge ปีนขึ้นลงโซฟาอย่างสนุกสนาน อีแม่มันเริ่มคิดในใจแล้วว่าคึกแบบนี้ ขึ้นเครื่องยิ่งคึกแน่ๆ แต่ไม่รู้ว่าโชคชะตาเป็นใจ หรือคุณพระ คุณเจ้ายังกรุณา เพราะก่อนขึ้นเครื่องไม่ถึง 10 นาทีก็เกิดอาการถ่านหมด หลับไปง่ายๆเลย และหลับสนิทแบบที่ว่าเครื่องขึ้นก็หลับไม่รู้เรื่อง แถมโชคดีว่าโซนที่นั่งนั้นว่างแบบไ ม่มีคนเลย มีแค่เรา 3 คนพ่อแม่ลูก ประหนึ่งเหมือนมา Private Jet, ไม้กล้าเลยสบายได้มีที่นอนเป็นของตัวเองทั้งคืน ตื่นขึ้นมาก็นั่งกินข้าว ดูการ์ตูนสบายใจ เบื่อหน่อยก็เดินเกาะเล่นไปรอบเครื่อง แถมยังขอขนมปังมานั่งกัดเล่นไปเกือบครึ่งก้อนอีก โล่งใจไปได้แล้ว 1 รอบเดี๋ยวไปลุ้นกันใหม่ตอนขากลับ

sw2

 เรามาถึง Zurich กันตอน 7 โมงเช้า ก้าวขาลงจากเครื่องมาก็เจอความหนาวของอากาศ 6 องศาจนต้องรีบใส่เสื้อเพิ่มให้คุณเจ้านายก่อน  หลังจากตรวจ Passport รับกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว ก็นั่ง taxi เข้าเมืองกัน จริงๆแล้ววิธีการเดินทางที่ง่ายและสะดวกที่สุดในสวิสคือการใช้รถไฟ แต่เนื่องจากว่าวันนี้เราตั้งใจกันว่าจะอยู่แต่ที่ Zurich และเราจะซื้อตั๋วแบบ Swiss Pass กันพรุ่งนี้เพื่อนให้ครบกับจำนวนวันที่เดินทางก็เลยยอมจ่ายค่า Taxi ไป 50 CHF เพื่อสะดวกมาถึงหน้าโรงแรมกันเลย

sw3

 ด้วยความจริงแล้วเราวางแผนกันไว้ว่าจะเช่า apartment อยู่ที่ Lausanne กันไว้เป็นที่หลัก แต่ด้วยความที่บ้านเต็ม จะเข้าอยู่ได้ก็อีก 3 วันก็เลยตัดสินใจค้างที่ Zurich ก่อนสัก 2 คืนแล้วค่อยไปเมืองอื่นก่อนแล้วค่อยไปเข้าบ้านที่จองไว้ตามกำหนด  Zurich เป็นเมืองที่มีประชากรมากที่สุดของ Switzerland และเป็นหนึ่งในเมืองหลักทางธุรกิงและการท่องเที่ยวทำให้มีโรงแรมให้เลือกหลายแบบ หลายราคา ตัวตุ้มเองก็ไม่เคยค้างคืนที่ Zurich มาก่อนเคยมาแบบเช้าเย็นกลับอย่างเดียวเลยไม่รู้ว่าย่านไหนดีควรพัก ก็เลยต้องพึ่งเวปดังอย่าง trip advisor เป็นที่หลัก คอยเลือกอ่านจากรีวิวดูว่าน่าจะชอบที่ไหนแล้วค่อยมาดูราคากันอีกที. 

หลังจากอ่านรีวิวกลับไปกลับมาอยู่หลายรอบ เลยมาตกลงใจได้ที่ Hotel Adler โรงแรมเล็กๆอยู่ในย่าน Old Town ที่มีร้านอาหารแ ละบาร์อยู่ใกล้ๆ จากโรงแรมเดินเที่ยวได้หลายที่เหมือนกัน เดินไปสถานีรถไฟประมาณ 5 นาที หรือถ้าจะไปทะเลสาบหรือสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆก็ไม่ไกลมาก  ห้องพักก็มีให้เลือกหลายแบบแต่ด้วยความที่จองช้าไปหน่อย เลยได้ห้องสุดท้ายของโรงแรมเป็น Junior Suite ที่มีที่นอนและห้องนั่งเล่นรวมอยู่ด้วย จริงๆแล้วห้องนี้จัดว่าเป็นห้องที่เหมาะสำหรับมา 3 คนเพราะมีที่เหลือพอให้ตั้งเตียงเสริมได้สบายๆ ห้องมีพื้นที่กว้าง ผิดปกติโรงแรมยุโรปทั่วๆไป แต่ห้องก็ดูน่าอยู่น่านอนดี มีข้อเสียอยู่ 2 อย่างเท่านั้นเองคือ ห้องไม่มีตู้เย็นมีแต่ตู้เก็บความเย็นที่เอา dry ice มาใส่ไว้ -__-  และข้างๆเตียงนอนมีกล่องโบราณวางไว้อยู่ มองแล้วงงว่ามันดูไม่ค่อยเข้ากับห้องเท่าไหร่ และต้องรีบเปิดกล่องดูว่าไม่มีอะไรแถมไว้ให้ในกล่อง กลางคืนก็เอากระเป๋ามาวางทับไว้อีกทีกันมีอะไรโผล่ออกมา

 sw4

วันนี้เรามาถึงโรงแรมกันเกือบ 9 โมง ซึ่งห้องยังไม่เรียบร้อยดีเลยไปนั่งกินข้าวเช้ารอที่ห้องอาหารก่อน โชคดีที่เอาอาหารขวดของไม้กล้าติดมาจากเมืองไทยด้วยเลยกินไปก่อนเลยหนึ่งมื้อ หลังจากได้เช็คอินเข้าห้องพักก็งีบหลับกันไปคนละชั่วโมงเอาแรงก่อนออกไปเดินเล่นหาของกินกันในเมือง

 sw5

จากโรงแรมเดินเช้าไปที่ถนนหลักของเมืองอย่าง Bahnhofstrasse ใช้เวลาจริงๆไม่น่าเกิน 5 นาที แต่ด้วยความที่เราใช้รถเข็นเด็กกับการเดินช้าๆเลยใช้เวลาเกือบ 10 นาที ช่วงเที่ยงๆมีลมพัดเย็นๆแต่แดดก็แรงมากจนน่ากลัวว่าตัวจะไหม้กันเลยที่เดียว พอถึง Bahnhofstrasse ก็เริ่มหาของกินมื้อเที่ยงกันก่อนเลย ที่ Zurich มีร้านให้เลือกหลายแบบหลายอย่างมากมายทั้งแบบแพงสุดจนถึง take away ง่ายๆ หลังจากที่วนดูอยู่หลายร้านก็ตัดสินใจเลือก ร้านเก่าที่คุ้นเคยอย่าง Manora ซึ่งเป็นร้านที่อยู่ในห้าง Manor เป็นร้านแบบ Self Service  ที่มีให้เลือกตั้งแต่ของหวาน, สลัด อาหารจานหลักและเครื่องดื่มมากมาย อยากกินอะไรก็เลือกหยิบหรือตักเอามีราคาเขียนไว้ให้ และก็เดินมาจ่ายตังค์ที่ทางออก เมนูของไม้กล้าเที่ยงนี้คือ ไก่ทอดกับ pasta ที่หั่นให้หยิบกินแบบง่ายๆและดูท่าจะชอบใจเพราะกินไปเกือบหมดจานเลยทีเดียว ส่วนตัวพ่อแม่ก็ง่ายๆแค่พิซซ่าคนละชิ้นกับปีกไก่คนละอัน

sw6

อิ่มมื้อเที่ยงแล้วก็เริ่มเดินทางกันต่อ โดยบ่ายนี้เราเดินเล่นไปตามถนน Bahnhofstrasse ที่เป็นถนน shopping ของ Zurich. ถนนเส้นนี้มีให้เลือกตั้งแต่ ZARA, H&M ไปจนถึง Chanel, LV และ Hermes กันเลย ค่อยๆเดินไปเรื่อยๆ แวะดูร้านโน้นนี่ไปบ้างไปจนสุดถนนก็จะเจอกับทะเลสาบของเมือง Zurich ที่มองไปสุดลูกตาก็จะเจอภูเขาสวยงาม วิวที่สวยคุ้มกับการที่เดินมาไกล ที่นี่จะมีบริการนั่งเรือชมวิวด้วยนะค่ะ

page

ใครอยากแค่เดินเที่ยวรอบๆ หรือจะขึ้นเรือก็เลือกได้ คณะทัวร์ของเรานั้นเลือกที่จะเดินเล่นรอบๆแทน สักพักก็นั่งเล่นให้คุณเจ้านายได้พักกินนมก่อนแล้วค่อยเดินกลับโรงแรมซึ่งระหว่างนี้เด็กน้อยก็หลับคารถเข็นไปแล้ว เลยตัดสินใจแวะซื้อขนมและอาหารขวดของไม้กล้ามาเก็บสำรองไว้สักเล็กน้อยก่อนกลับไปตั้งหลักกันใหม่ที่โรงแรม.

sw7

กลับมาตั้งหลักกันที่โรงแรม กันได้ไม่นานก็ตัดสินใจว่าพาลูกไม่เดินเล่นพร้อมป้อนข้าวเย็นข้างนอกดีกว่า เพราะอยากให้เค้านอนช้าหน่อย จะได้ปรับเวลาได้ สักประมาณ 5 โมงเลยออกไปเดินริมแม่น้ำหามุมนั่งเล่นป้อนข้าวดูห่าน, เป็นว่ายน้ำกันไปมา นั่งอยู่สักพักใหญ่ๆ กินข้าวหมดไป 1 ขวดก็เดินกลับโรงแรมโดยอ้อมไปอีกทาง ไปผ่านหน้าโบส์ถแล้วก็วนไปหาซื้อหาอาหารเย็น ที่สุดท้ายมาลงตัวที่ร้านอาหารจีนแบบ Take away กันคนละจาน. sw8

หมดวันแล้วพร้อมกับหมดแรงหมดสภาพกันทั้งพ่อ แม่ ลูก, คุณไม้กล้ากินนมนอนตั้งแต่ทุ่มกว่าๆ โดยทีแม่สลบอยู่ข้างๆ พรุ่งนี้เราจะไปเที่ยวไหนนั้น ต้องรอติดตามกันค่ะ

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.